สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่โปรแกรมบทเรียน เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครับ

คู่มือการใช้

จุดประสงค์การเรียนรู้

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่1

บทเรียนที่1

ใบงานบทเรียนที่1

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่1

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่2

บทเรียนที2

ใบงานบทเรียนที่2

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่2

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่3

บทเรียนที่3

ใบงานบทเรียนที่3

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่3

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่4

บทเรียนที่4

ใบงานบทที่4

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่4

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่5

บทเรียนที่5

ใบงานบทเรียนที่5

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่5

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่6

บทเรียนที่6

ใบงานบทเรียนที่6

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่6

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่7

บทเรียนที่7

ใบงานบทเรียนที่7

แบบทดสอบหลังเรียนบทเรียนที่7

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่8

บทเรียนที่8

ใบงานบทเรียนที่8

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่8

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่9

บทเรียนที่9

ใบงานบทเรียนที่9

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่9

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่10

บทเรียนที่10

ใบงานบทเรียนที่10

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่11

บทเรียนที่11

ใบงานบทเรียนที่11

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่11

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่12

บทเรียนที่12

ใบงานบทเรียนที่12

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่12

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่13

บทเรียนที่13

ใบงานบทเรียนที่13

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่13

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่14

บทเรียนที่14

ใบงานบทเรียนที่14

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่14

อ้างอิง

บทเรียนที่11

ใบความรู้ที่ 11
เรื่อง  การติดต่อสื่อสารผ่านทางอีเมล์และเฟสบุ๊ค    

1.ความหมายและการทำงานของอีเมล์ 
1.1 ความหมายของอีเมล์
           คำว่า E-mail (อิเมล์) หมายถึง ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)หรือ จดหมายอิเลคทรอนิกส์ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันในอินเตอร์เน็ตเป็นการรับส่งจดหมายถึงกันผ่าน

เครือข่ายอินเทอร์เน็ต การส่งเอกสารข้อความมีลักษณะเหมือนการส่งจดหมาย แต่ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานให้เองได้โดยอัตโนมัติทำให้เกิดความสะดวก

รวดเร็ว สามารถติดต่อกันได้อย่างทั่วถึง ทุกภูมิภาคที่ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ผู้ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีที่อยู่ (Email address)

เช่น kaihongtong@gmail.com, kaihongtong@hotmail.com,

kaihontong@obec.go.th เป็นต้น
1.2 ประเภทการใช้งานอีเมล์ สามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ
1.2.1 Corporate E-mail คือ อิเมล์ที่หน่วยงานต่างๆ

สร้างขึ้นให้กับพนักงานหรือบุคลากรในองค์กรนั้น

เช่น kaihontong@obec.go.th คือ E-Mail ของบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการ

การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  -4850200682@kku.ac.th คือE-Mailของนักศึกษา

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)
           1.2.2  Free E-Mail คือ อิเมล์ที่สามารถสมัครได้ฟรีตามWeb Mailต่างๆ

เช่นMicrosoft(hotmail.com) Yahoo (yahoo.com) Google (www.gmail.com)เป็นต้น
1.3การทำงานของอีเมล์
            การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่ต่างจากการเขียนและส่ง

จดหมายธรรมดาเพียงแต่เปลี่ยน

จากกระดาษและปากกามาเป็นการป้อน (พิมพ์)

ข้อความลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

แล้วส่งออกไปยังผู้รับเท่านั้นนั่นเอง

รูปแสดงแผนภาพการทำงานอย่างง่ายของอีเมล์

           เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะทำหน้าที่แทนบุรุษไปรษณีย์ ผู้รับสามารถอ่านจดหมายผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทันทีหรือจะส่งพิมพ์เป็นเอกสารหลักฐานต่างๆ

ก็ได้ เช่นกัน สิ่งที่คุณต้องมีในการรับส่งอีเมล์ 
1.ชื่อที่อยู่อีเมล์ (E-Mail Address) ของคุณเอง (ผู้ส่ง)

คุณสามารถขอใช้อีเมล์จากผู้ให้บริการฟรีทั่วไป

หรือจากหน่วยงานของคุณเองได้

(ถ้ามีการจดโดเมนเนมและทำระบบตู้ไปรษณีย์ของหน่วยงาน)

สำหรับผู้ให้บริการฟรีมีอยู่มากมายดูรายละเอียดที่นี่ 
2.ชื่อที่อยู่อีเมล์ (E-Mail Address) ของผู้รับที่คุณต้องการติดต่อด้วย 
1.4 จุดเด่นของรับส่งอีเมล์ 
จุดเด่นที่ทำให้อีเมล์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

เมื่อเปรียบเทียบกับการส่งจดหมายด้วยกระดาษธรรมดา

หรือไปรษณีย์ธรรมดาแล้ว การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
ดูเหมือนจะยุ่งยากและมีวิธีการใช้สลับซับซ้อนกว่า แต่ถ้าหากพิจารณา

ดูแล้วจะพบว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้ยุ่งยากแต่ประการใด โดยเฉพาะในปัจจุบัน โปรแกรมที่ใช้รับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่ซับซ้อนและที่สำคัญไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์มีจุดเด่นกว่าไปรษณีย์ธรรมดาหลายประการดังนี้  
1.4.1 ความรวดเร็ว
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้รวดเร็วมาก เช่น  เราสามารถส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จากประเทศไทยไปยังผู้รับที่อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใน1-5 นาที

เท่านั้นเอง ถ้าส่งไปรษณีย์ด่วน EMS อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลา 2-3 วัน ซึ่งเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยกับความเร็วของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ 
1.4.2ความประหยัด
ค่าใช้จ่ายในการส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ถือว่าต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับจดหมายธรรมดา ปกติถ้าเราส่งจดหมายธรรมดาต้องซื้อซอง ซื้อกระดาษ ซื้อแสตมป์

ค่าลงทะเบียนจดหมายด่วน EMS ยิ่งถ้าส่งไปต่างประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น

และถ้าส่งเดือนละหลายฉบับ ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

ค่าใช้จ่ายไม่แพง มีเพียงค่าโทรศัพท์และค่าบริการอินเทอร์เน็ตรายเดือนที่เราใช้กันอยู่เท่านั้น
1.4.3 ไม่จำกัดระยะทาง
ระยะทางเป็นข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสารกัน เราไม่ต้องเดินทางไปที่ที่ทำการไปรษณีย์

หรือตู้ไปรษณีย์เพื่อส่งจดหมาย เราสามารถนำส่งอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน พิมพ์และส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนเลย
        2. รูปแบบและโครงสร้างของชื่ออีเมล์ ในเบื้องต้น 
รูปแบบของ E-Mail นั้น ถ้าใครได้เคยเห็นชื่อของอิเล็กทรอนิกส์มาบ้างแล้ว

ลองมาทำความเข้าใจกับระบบการตั้งชื่ออีเมล์กันก่อน ดังนี้ สมมติว่า

ใครคนหนึ่งบอกอีเมล์ของเขามาว่า  kaihongtong@gmail.com

(อ่านออกเสียงว่า ไก่-หง-ทอง-แอด-จี-เมล์-ดอท-คอม) อีเมล์ของเขาจะมีเครื่องหมาย

@ จะออกเสียงว่า "แอด" ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ใช้คั่นอยู่ระหว่าง ชื่อผู้ใช้ และ

โดเมนของอีเมล์นั้น ๆ เสมอ ชื่อของโดเมนที่ลงท้ายนี้อาจจะเปลี่ยนไป

ได้ตามชื่อของโดเมนที่เปิดให้บริการอีเมล์นั้น ๆ ด้วยเช่น อาจจะลงท้ายด้วย

@hotmail.com (เว็บฟรีเมล์ Hotmail หรือ  Microsoft) @yahoo.com

(เว็บฟรีเมล์Yahoo) @gmail.com (เว็บฟรีเมล์ Gmail หรือ Google)

@obec.go.th(สพฐ.) @moe.go.th (กระทรวงศึกษาธิการ) @kku.ac.th

 (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) @msu.ac.th
(มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) หรืออะไรก็ได้ ที่มาเปิดให้บริการ
โครงสร้างของ E-Mail Address ประกอบด้วย 
1.ชื่อผู้ใช้ (User name)
2.ชื่อโดเมน (Domain Name) 
3.คำศัพท์ที่เกี่ยวกับอีเมล์
          3.1 E-mail = Electronic mail คือ จดหมายอิเลคทรอนิคส์ที่ร่อนส่ง

กันไปมาในอินเตอร์เน็ต 
3.2 E-mail Address คือ ที่อยู่ทางอีเมล์คล้ายๆ กับที่อยู่ที่คุณจ่าหน้าซองจดหมาย
ทั่วๆ ไป 
3.3 Inbox หมายถึง กล่องหรือที่สำหรับเก็บอีเมล์ที่มีผู้ส่งเข้ามา
3.4 Outbox หมายถึง กล่องหรือที่เก็บอีเมล์ที่กำลังจะส่งออกไปหาผู้อื่น
          3.5 Sent Items หมายถึง กล่องหรือที่เก็บอีเมล์ที่เราได้เคยส่งออกไปหาผู้อื่นแล้ว
          3.6  Delete Items หมายถึง กล่องหรือที่เก็บอีเมล์ ที่ได้ทำการลบทิ้งจาก Inbox

แต่ยังเก็บสำรองไว้อยู่
          3.7 Drafts หมายถึง กล่อง หรือที่เก็บอีเมล์ สำหรับใช้เก็บอีเมล์ต่าง ๆ ชั่วคราว

ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้
          3.8 Compose หรือ New Mail จะเป็นการส่งอีเมล์ใหม่ไปหาผู้อื่น 
3.9 Subject หมายถึง หัวข้อของอีเมล์ที่เราจะเขียนหรือส่งออกไป 
3.10 Attach หมายถึง การแนบไฟล์เอกสารหรือโปรแกรมต่างๆ ไปกับอีเมล์ 

3.11 Address Book หมายถึง สมุดรายชื่อของอีเมล์ต่าง ๆ ที่เราสามารถเก็บไว้ 

เพื่อให้นำมาใช้ได้ง่ายขึ้น
3.12 Cc: (Carbon Copy) เป็นการส่งmailให้กับผู้รับหลาย ๆ คน

โดยที่ทุกคนทราบว่าจดหมายฉบับนั้นถูกทำสำเนา เพื่อที่จะส่งให้ผู้รับหลายคน 
3.13 Bcc: (Blind Carbon Copy) เป็นการส่งmailให้กับผู้รับหลาย ๆ

คนโดยที่ทุกคนไม่ทราบว่า จดหมายฉบับนี้ ถูกทำสำเนาเพื่อที่จะส่งให้ผู้รับหลายคน
3.14 Reply หมายถึง การส่งตอบจดหมายกลับไปยังผู้ส่ง 
3.15 Forward หมายถึง ส่งไปทั้งต้นฉบับ 

Facebook
เฟซบุ๊ก (อังกฤษ: Facebook) เป็นบริการเครือข่ายสังคมและเว็บไซต์

เปิดใช้งานเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 ดำเนินงานและมีเจ้าของคือ บริษัท

เฟซบุ๊ก (Facebook, Inc.)  จากข้อมูลเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010

เฟซบุ๊กมีผู้ใช้ประจำ 500 ล้านบัญชี ผู้ใช้สามารถสร้างข้อมูลส่วนตัว

เพิ่มรายชื่อผู้ใช้อื่นในฐานะเพื่อนและแลกเปลี่ยนข้อความ รวมถึงได้รับ

แจ้งโดยทันทีเมื่อพวกเขาปรับปรุงข้อมูลส่วนตัว นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถ

ร่วมกลุ่มความสนใจส่วนตัว จัดระบบตาม สถานที่ทำงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือ อื่นๆ ชื่อของเฟซบุ๊กนั้นมาจากชื่อเรียกภาษาปากของสมุดที่ให้กับนักเรียน

เมื่อเริ่มแรก เรียนในสถาบันอุดมศึกษา ที่มอบให้โดยคณะบริหาร

มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถรู้จักผู้อื่นได้ดีมากขึ้น เฟซบุ๊กอนุญาตให้ใครก็ได้เข้าสมัครลงทะเบียนกับเฟซบุ๊ก โดยต้องมีอายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไป

เฟซบุ๊กก่อตั้งขึ้นโดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ร่วมกับเพื่อนร่วมห้องในวิทยาลัยของเขา

และเป็นนักเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ชื่อ เอ็ดวาร์โด ซาเวริน, ดิสติน มอสโควิตซ์

และคริส ฮิวส์[4] เดิมทีสมาชิกของเว็บไซต์จะจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ก่อตั้งและนักเรียน

มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด แต่ต่อมาขยับขยายไปสู่มหาวิทยาลัยอื่นในแถบบอสตัน,

กลุ่มไอวีลีก, และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แล้วค่อย ๆ เพิ่มนักเรียนจากมหาวิทยาลับอื่น

จนกระทั่งเปิดให้กับนักเรียนระดับไฮสคูล จนในที่สุดทุกคนก็สามารถ

เข้าสมัครได้โดยอายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไป
สำหรับติดต่อแลกข้อมูลข่าวสาร เปิดใช้งานเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547

โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในช่วงแรกนั้นเฟซบุ๊กเปิดให้ใช้งานเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวออกไปสำหรับมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา และตั้งแต่

11 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ขยายมาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปทุกคนเหมือนในปัจจุบัน
จากการศึกษาของเว็บ คอมพีต.คอม ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009

เฟซบุ๊กถือเป็นบริการเครือข่ายสังคมที่มีคนใช้มากที่สุด เมื่อดูจากผู้ใช้

ประจำรายเดือน รองลงมาคือ มายสเปซ[5] เอ็นเตอร์เทนเมนต์วีกลี

ให้อยู่ในรายชื่อ สิ่งที่ดีที่สุดในสิ้นทศวรรษ และ
ควอนต์แคสต์ ประเมินว่า เฟซบุ๊ก มีผู้ใช้ต่อเดือนราว

135.1 ล้านคน นับเฉพาะในสหรัฐอเมริกาข้อมูล ณ

วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554 จากเฟซบุ๊กมีจำนวนสมาชิกทั้งหมด

584,628,480 สมาชิกทั่วโลก โดยเป็นสมาชิกจากประเทศไทย รวม 6,914,800 สมาชิก

 ข้อดี             
1.FaceBook จะเป็นการสร้างเครือข่ายและจุดประกายด้าน

การศึกษาได้อย่างกว้างขวาง หากใช้ได้อย่างถูกวิธี            
2.ทำให้ไม่ตกข่าว คือทราบความคืบหน้า เหตุการณ์ของบุคคลต่างๆ และผู้ที่ใกล้ชิด            
3.ผู้ใช้สามารถสร้างเครือข่ายทางสังคม แฟนคลับหรือผู้ที่มีเป้าหมายเหมือนกัน

และทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้           
4.สามารถสร้างมิตรแท้ หรือเพื่อนที่รู้ใจที่แท้จริงได้          
5. FaceBook เป็นซอฟแวร์ที่เอื้อต่อผู้ที่มีปัญหาในการปรับตัวทางสังคม

ขาดเพื่อน อยู่โดดเดี่ยว หรือผู้ที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ ให้มีเครือข่ายทางสังคม

และเติมเต็มชีวิตทางสังคมได้อย่างดี ไม่เหงาและปรับตัวได้ง่ายขึ้น         
6.สร้างเครือข่ายที่ดี สร้างความเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจที่ดีแก่ผู้อื่นได้            

ข้อเสีย             
1. FaceBook เป็นการขยายเครือข่ายทางสังคมในโลกอินเตอร์เน็ต ดังนั้น
การมีเพิ่มเพื่อนเครือข่ายที่ไม่รู้จักดีพอ จะทำให้เกิดการลักลอบขโมยข้อมูล

หรือการแฝงตัวของขบวนการหลอกลวงต่างๆ ได้               
2. เพื่อนทุกคนในเครือข่ายสามารถเขียนข้อความต่างๆ ลง

Wall ของFaceBook ได้แต่หากเป็นข้อความที่เป็นความลับ

การใส่ร้ายกัน หรือแฝงไว้ด้วยการยั่วยุต่างๆ จะทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีวุฒิภาวะพอ

หลงเชื่อ เกิดความขัดแย้ง และปัญหาตามมาในภายหลังได้        
3.Facebook อาจเป็นช่องทางในการสร้างสังคมแห่งการนินทา

หรือการยุ่งเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะสังคมที่ชอบสอดรู้สอดเห็น      
4.การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดให้กับบุคคลภายนอกที่ไม่รู้จักดีพอ

เช่นการลงรูปภาพของครอบครัวหรือลูก อาจนำมาเรื่องปัญหาการปลอมตัว

หรือการหลอกลวงอื่นๆ
ที่คาดไม่ถึงได้      
5. เด็กๆ ที่ใช้เวลาในการเล่น Facebook มากเกินไป จะทำให้เสียการเรียน      
6. ในการสร้างความผูกพันและการปรับตัวทางสังคมเป็นการพบปะกันในโลก

ของความจริง มากกว่าในโลกอินเตอร์เน็ต ดังนั้นผู้อยู่ในโลกของไซเบอร์มากเกินไป

อาจทำให้มีปัญหาทางจิต หรือขาดการปรับตัวทางสังคมที่ดี โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเล่น

FaceBook ตั้งแต่ยังเด็ก      
7. FaceBook อาจเป็นแรงขับให้มีการพบปะทางสังคมในโลกแห่งความ

เป็นจริงที่น้อยลงได้ เนื่องจากทราบความเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ใน

เครือข่ายอย่างตลอดเวลา      
8.นโยบายของบางโรงเรียน บางมหาวิทยาลัย บางครอบครัวหรือในบางประเทศ

มีปัญหามากมายที่เกิดจากFaceBook ทำให้ FaceBook

ไม่ได้รับการอนุญาตให้มีในหลายพื้นที่

ขั้นตอนการสมัครใช้งาน facebook

           1.  กรอกรายละเอียด ได้แก่ ชื่อและนามสกุลที่ท่านต้องการใช้ ใส่อีเมล์ ตั้งรหัสผ่าน ใส่วัน เดือน ปี เกิด และกด “ลงทะเบียน”   

ท่านสามารถสมัครได้โดยการลงทะเบียนในหน้า www.facebook.com

2. กรอกข้อความให้ตรงกับภาพที่ปรากฏ และกด “ลงทะเบียน”

กรอกข้อความที่ท่านเห็นลงในช่องว่างแล้วกดลงทะเบียน

           3. หลังจากนั้น ระบบจะให้เราทำการยืนยันอีเมล์ว่าถูกต้องจริงหรือไม่ 
4. เมื่อเข้าไปสู่เมล์ของเรา ให้เข้าไปที่ “กล่องขาเข้า” แล้วเปิดเมล์ที่ Facebook

ส่งมาให้ เพื่อยืนยันการสมัคร 
5. วิธีการค้นหาเพื่อนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ (Address Book) ของเราทำได้โดยคลิ๊กคำว่า

 "ค้นหาเพื่อน"


ค้นหาเพื่อนใน facebook โดยผ่านทางอีเมล์ของเรา
           6. ทำการใส่ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ  เมื่อเรากรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น

สถาบันการศึกษา หรือบริษัทที่เราทางานอยู่ ให้กด “บันทึก” เนื่องจากเราใส่ชื่อมหาวิทยาลัย ระบบจึงทาการค้นหาคนที่ได้ใส่ข้อมูลมหาลัย เราสามารถขอ “เพิ่มเป็นเพื่อน”

โดยการกดที่รูปที่เราต้องการ จะมีเครื่องหมายขึ้นมาดังภาพ หลังจากนั้นให้เรากด “เพิ่มเป็นเพื่อน” ถ้าเรายังไม่มีรายชื่อเพื่อนในเครือข่าย

เราสามารถทาการค้นหาคนที่เรารู้จัก หรือเราสามารถชวนเพื่อนของเราที่ยังไม่เคยใช้งาน facebook เข้ามาเป็นเครือข่ายของเราได้ 

หากต้องการเพิ่มใครเป็นเพื่อนใน facebook ให้คลิ๊กที่คำว่า

"เพิ่มเป็นเพื่อน" บน Facebook นั้น เราสามารถที่จะทำการอัพเดทสถานะของตัวเราเองได้ด้วยว่า

ในตอนนี้เรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ก็ได้ ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ที่ดีอีก

ข้อหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับเว็บเครือข่ายสังคม Facebook 

7. อัพโหลดรูปถ่ายของท่านลงในหน้า facebookของท่านได้โดยเลือก อัพโหลดรูปภาพ

8. เมื่อผ่านกระบวนการดังกล่าวข้างต้น ก็สามารถเริ่มต้นการใช้งานได้เลยหน้าแรก facebook ของท่านที่พร้อมเริ่มต้นให้ได้ใช้งานแล้วการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ ของ facebook ของท่าน

 9. วิธีโพสต์สถานะทำได้โดยการใส่คำลงในช่องว่างแล้วกด

"แบ่งปัน" ข้อความที่เราใส่ก็จะไปสู่หน้า facebook ของเพื่อนเรา

วิธีการโพสต์สถานะในหน้า facebook ให้เพื่อนๆ

ได้ทราบถึงข้อความที่เราต้องการ

10. วิธีการลบโพสต์ที่เราไม่ต้องการให้ขึ้นในหน้าของเรา

ด้วยเหตุผลต่างๆ สามารถทำได้โดยการคลิ๊กเครื่องหมาย x

ที่มุมของโพสต์นั้นๆ ข้อความนั้นก็จะหายไปจาก facebook ทันที

วิธีการลบโพสต์ออกจากหน้า facebook ของเรา

11. วิธีการโพสต์รูปขึ้นใน facebook ทำได้โดยการเลือก "อัพโหลดรูปภาพ" จากนั้นก็ตั้งชื่ออัลบั้ม สถานที่ แล้วเลือก "สร้างอัลบั้ม" จากนั้นจึงเลือกภาพต่างๆ ที่ต้องการ ดังภาพด้านล่างนี้

รูปภาพท่านสามารถอัพโหลดไฟล์ JPG, GIF หรือ PHG ขนาดไม่เกิน 4 MB