สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่โปรแกรมบทเรียน เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครับ

คู่มือการใช้

จุดประสงค์การเรียนรู้

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่1

บทเรียนที่1

ใบงานบทเรียนที่1

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่1

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่2

บทเรียนที2

ใบงานบทเรียนที่2

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่2

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่3

บทเรียนที่3

ใบงานบทเรียนที่3

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่3

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่4

บทเรียนที่4

ใบงานบทที่4

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่4

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่5

บทเรียนที่5

ใบงานบทเรียนที่5

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่5

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่6

บทเรียนที่6

ใบงานบทเรียนที่6

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่6

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่7

บทเรียนที่7

ใบงานบทเรียนที่7

แบบทดสอบหลังเรียนบทเรียนที่7

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่8

บทเรียนที่8

ใบงานบทเรียนที่8

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่8

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่9

บทเรียนที่9

ใบงานบทเรียนที่9

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่9

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่10

บทเรียนที่10

ใบงานบทเรียนที่10

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่11

บทเรียนที่11

ใบงานบทเรียนที่11

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่11

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่12

บทเรียนที่12

ใบงานบทเรียนที่12

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่12

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่13

บทเรียนที่13

ใบงานบทเรียนที่13

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่13

แบบทดสอบก่อนเรียนบทที่14

บทเรียนที่14

ใบงานบทเรียนที่14

แบบทดสอบหลังเรียนบทที่14

อ้างอิง

บทเรียนที่7

ใบความรู้ที่ 7
หลักการและวิธีการแก้ปัญหา

ด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
          กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการบรรยาย 
การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การประมวลผล การจัดเก็บ การจัดการหรือ
การกระทำกับข้อมูลข่าวสารโดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ 

ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้สารสนเทศหรือความรู้ที่นำมาใช้ในการตัดสินใจซึ่งเป็น

ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและเผยแพร่แก่ผู้อื่นได้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกัน

เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศที่ดีมีขั้นตอน ดังนี้
            1. การรวบรวมข้อมูล  เป็นการนำข้อมูลที่ต้องการจากหลายๆ

แหล่งข้อมูลมารวมกันด้วยวิธีการต่างๆ เช่น  การให้กลุ่มเป้าหมายช่วยตอบแบบสอบถาม

ที่ตนเองคิดขึ้นมา การอ่านรหัสแท่งจากแถบรหัสสินค้า  หรืออ่านข้อมูลจากการฝนดินส

อลงในกระดาษคำตอบในการทำข้อสอบ  เป็นต้น
2. การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล  เป็นการนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

มาตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องด้วยการใช้สายตามนุษย์หรือตั้งกฎเกณฑ์ให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบ

  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ  เหมาะสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป
3. การประมวลผลข้อมูล  เป็นการนำข้อมูลที่ได้ตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้อง

แล้วมาทำการประมวลผลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น  จัดกลุ่ม  จัดเรียงตามตัวอักษร 

 และเปรียบเทียบหรือคำนวณข้อมูล  เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นสารสนเทศและนำไปใช้งานได้ 
4.การจัดเก็บ  เป็นการนำสารสนเทศที่ทำการประมวลผลแล้ว  มาจัดเก็บในหน่วยความจำ

ของเครื่องคอมพิวเตอร์  หรือสื่อบันทึกชนิดอื่นๆ เช่น  แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี 

 หน่วยความจำแบบแฟลซ (แฟลซไดรฟ์) เป็นต้น
5.การทำสำเนา  เป็นการนำสารสนเทศที่จัดเก็บไว้มาทำสำเนาเพื่อสำรองสารสนเทศ

ไว้ใช้หากข้อมูลต้นฉบับเกิดการสูญหาย  และสามารถนำไปใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งทำได้หลายวิธี  เช่น  การถ่ายเอกสารเก็บไว้ในแฟ้ม  

การทำสำเนาลงในแผ่นซีดี  แผ่นดีวีดี  หรือหน่วยความจำแบบแฟรซ  เป็นต้น
    6.การเผยแพร่สารสนเทศ  เป็นการนำสารสนเทศไปแจกจ่ายให้ผู้อื่นได้มีความรู้ความเข้าใจ

และนำไปใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น  การเผยแพร่ลงเว็บไซต์สาธารณะ  

กระดานสนทนา  ทำแผ่นพับหรือใบปลิว  ทำสำเนาลงในสื่อบันทึกข้อมูล  

วางไว้ในสถานที่ที่หยิบง่าย  จัดป้ายนิเทศในบริเวณที่เป็นจุดสนใจหรืองานนิทรรศการ  เป็นต้น

หลักการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ

           การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ  มีหลักการสำคัญ คือ
ปัญหาทุกปัญหาต้องสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการให้เหมาะสมโดยคำนึงถึง
ความคุ้มค่าในการลงทุนด้านเวลา ด้านแรงงาน  และค่าใช้จ่าย 
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ  เป็นการแก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอน 

 โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อให้
การปฏิบัติงานสะดวกรวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำ  ในการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

เข้าช่วยแก้ปัญหา  จำเป็นต้องปรับรูปแบบวิธีการทำงาน  ให้เหมาะสมกับ
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ วิธีแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ 

 เป็นวิธีที่อาจคล้ายกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีการอื่น ๆ แต่มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ

และระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

 แต่ต้องมีการวิเคราะห์ปัญหาและศึกษาความเป็นไปได

้ให้รอบคอบเสียก่อน  ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์

ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องนอกจากนี้  ยังจะต้องมีการศึกษาถึงความคุ้มค่าในการลงทุน

  เพื่อไม่ให้เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า  ต้องเลือกวิธีแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับงาน  จัดหาเครื่องมือ

  และเทคโนโลยีที่ไม่เกินจำเป็น
            การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ  เหมาะกับระบบงานที่ต้องทำงาน

อย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำซาก  และมีปริมาณงานมาก  หรืองานที่ต้องการความรวดเร็วในการคำนวณ

เกินกว่าคนธรรมดาจะทำได้  วิธีการโดยทั่วไปก็คือ  ปรับเปลี่ยนวิธีการหรือระบบการทำงานแบบเดิม

มาใช้ระบบงานที่มีคอมพิวเตอร์ช่วย  ทำเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด  เท่าที่สามารถจะทำแทนคนได้
            ดังนั้น  การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ  จึงต้องมีการสร้างระบบงาน

คอมพิวเตอร์ขึ้นมาช่วยทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งโดยทั่วไปเราอาจไม่ต้องสร้างระบบงานทั้งหมดขึ้นใหม่

  แต่พัฒนาระบบงานเดิมให้เป็นระบบงานที่ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์  นิยมเรียกกันว่า 

 การพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์ (Computerization) นั่นเอง
ดังนั้น  การแก้ปัญหาในการทำงานในปัจจุบันที่มีขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนส่วนมาก

มักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย  เพื่อเพิ่มความสะดวก  รวดเร็ว  ถูกต้องแม่นยำ  และสามารถทำซ้ำได้ง่าย 

การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
           การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหาร่วมกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
สามารถทำได้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ต่าง ๆ และการเขียนโปรแกรม  ดังรายละเอียดต่อไปนี้
               1.การใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ในการแก้ปัญหา  เช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด
ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์  ไมโครซอฟต์เอกซ์เซล  ไมโครซอฟต์แอกเซส  ซอฟต์แวร์โปรเดสท็อบ 

 เป็นต้น  ซึ่งโปรแกรมต่าง ๆ เหล่านี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาในการทำงานได้  ดังนี้
          1.1 ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) ช่วยแก้ปัญหา    

  ในการจัดทำงานเอกสารต่างๆ เช่น ช่วยให้การพิมพ์งานเอกสารทำได้รวดเร็วมากกว่า 

   การใช้พิมพ์ดีดไฟฟ้า มีการตรวจสอบการสะกดไวยากรณ์เพื่อป้องกันการพิมพ์ที่ผิดพลาด
สามารถลบคำผิดและปรับปรุงข้อความในเอกสารได้ง่ายและสะอาดเรียบร้อย 

 โดยไม่ต้องใช้น้ำยาลบคำผิด  แก้ปัญหาสิ้นเปลืองเวลาในการส่งจดหมายเวียนภายในองค์กร

โดยพิมพ์จดหมายต้นแบบเพียงฉบับเดียวแล้วส่งไปให้ทุกหน่วยงานในองค์กรผ่านทางคอมพิวเตอร์แทน

การถ่ายสำเนาเอกสาร  แล้วให้คนส่งเอกสารนำส่งทีละหน่วยงาน เป็นต้น
1.2 ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เอกซ์เซล (Microsoft Excel) ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการคำนวณตัวเลข 

 จัดทำตารางข้อมูล  แผนภูมิและกราฟ  เช่น  การคำนวณตัวเลขหลายจำนวนในตารางข้อมูล

  การใช้สูตรคำนวณแทนการใช้เครื่องคิดเลข การจัดทำ
ตารางข้อมูลให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย  การใช้ข้อมูลในตารางสร้างแผนภูมิแลกราฟ

ได้อย่างง่ายดาย  ถูกต้องและแม่นยำ  เป็นต้น
1.3 ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์แอกเซส (Microsoft Access) ช่วยแก้ปัญหา

การจัดเก็บข้อมูลโดยจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สะดวกต่อ
การค้นหาและนำมาใช้ 
                  1.4 ซอฟต์แวร์ไมโคซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์ (Microsoft PowerPoint)
ช่วยแก้ปัญหาการนำเสนองาน  โดยทำให้การสร้างงานนำเสนอทำได้ง่าย  

และน่าสนใจกว่าการนำเสนองานตามปกติที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์
                  1.5 ซอฟต์แวร์โปรเดสท็อป (Pro/DESKTOP) ช่วยแก้ปัญหาใน
การออกแบบและสร้างชิ้นงานจำลอง  โดยอำนวยความสะดวกในการออกแบบและสร้าง

ชิ้นงานจำลองด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีในซอฟต์แวร์ซึ่งมีความแม่นยำ  และทราบผลทันที 

 รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุอุปกรณ์มาเขียนแบบหรือสร้างชิ้นงานจำลอง
                2. การเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา  เป็นการใช้ความรู้ความสามารถ
ด้านภาษาคอมพิวเตอร์และประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ใน
ด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา  ซึ่งมีทั้งโปรแกรมเชิงวัตถุและโปรแกรม
เชิงจินตภาพ
โปรแกรมเชิงวัตถุ  ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์  จะแยกงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ

เรียกว่าวัตถุ  เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกใช้  โดยสามารถนำมาประกอบและรวมกันได้ 

แต่จะเห็นผลลัพธ์เมื่อพัฒนาซอฟต์แวร์เสร็จแล้ว  ในขณะที่โปรแกรมเชิงจินตภาพ 

ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถมองเห็นผลลัพธ์ของงานได้ตั้งแต่เริ่มพัฒนาโปรแกรม

โดยไม่จำเป็นต้องรอให้การพัฒนานั้นเสร็จสมบูรณ์
ส่วนโปรแกรมเมอร์/นักเขียนโปรแกรม(Programmer) เป็นอาชีพที่ทำงาน

เกี่ยวกับการเขียนชุดคำสั่งของคอมพิวเตอร์  เพื่อใช้ในการทำงานและแก้ปัญหาต่างๆ
โดยต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องภาษาคอมพิวเตอร์และการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
วิธีการแก้ปัญหา

มนุษย์ทุกคนต้องเคยพบกับปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพปัญหาการเรียน

  ปัญหาการทำงาน  ปัญหาครอบครัว  ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการแก้ปัญหา

แตกต่างกันไปตามความรู้ความสามารถ  และประสบการณ์  โดยใช้วิธีการแก้ปัญหาที่เคยผ่าน

มาหรือเคยทดลองใช้แล้วประสบความสำเร็จ  เช่น วิธีลองผิดลองถูก วิธีการขจัด 

วิธีการใช้เหตุผล  เป็นต้น  ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า วิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้

ต่างมีขั้นตอนที่เหมือนกัน วิธีการแก้ปัญหาเป็นหนึ่งในขั้นตอนการประมวลผล

ของกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งแบ่งได้  4 ขั้นตอน  ดังนี้
1.การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา  เป็นขั้นตอนการทำ
ความเข้าใจกับปัญหา  เพื่อแบ่งแยกให้ชัดเจนโดยใช้คำถามต่อไปนี้
ข้อมูลที่กำหนดมาในปัญหาหรือเงื่อนไขของปัญหาคืออะไร เพื่อ   ระบุข้อมูลเข้า
สิ่งที่ต้องการคืออะไร  เพื่อ   ระบุข้อมูลออก
วิธีการที่ใช้ประมวลผลคืออะไร  เพื่อ   กำหนดวิธีการประมวลผล

ตัวอย่าง  การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหาเกี่ยวกับ

การหาพื้นที่    สี่เหลี่ยมผืนผ้า
ระบุข้อมูลเข้า                 =      ความกว้างและความยาวของสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ระบุข้อมูลออก                =       พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
กำหนดวิธีการประมวลผล   =     นำความกว้าง  และความยาว

ของสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาหาพื้นที่โดยการคูณ
2.การวางแผนในการแก้ปัญหาและถ่ายทอดความคิดอย่างมีขั้นตอน 

เป็นขั้นตอนการจำลองความคิดในการแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน  โดยผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้
ปัญหาสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามไปในแนวทางเดียวกัน  ซึ่งทำได้  2  รูปแบบ  ดังนี้
2.1 การใช้ข้อความหรือคำบรรยาย  เป็นการเขียนเค้าโครงแผนงานด้วยข้อความหรือคำบรรยาย

ที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันหรือภาษาคอมพิวเตอร์  เพื่อให้ทราบขั้นตอนการทำงานของการแก้ปัญหา

แต่ละขั้นตอน  ดังตัวอย่าง

ตัวอย่าง  การวางแผนหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยใช้ข้อความหรือคำบรรยาย
เริ่มต้น
1. กำหนดค่าความกว้าง
2. กำหนดค่าความยาว
3. คำนวณหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าจากสูตร  กว้าง  x  ยาว
4. แสดงผลค่าพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าสิ้นสุด                                  
2.2 การใช้สัญลักษณ์  เป็นการใช้สัญลักษณ์รูปแบบต่างๆ มาเรียงต่อกันเป็นแผนภาพ

เพื่อสื่อสารให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจตรงกัน  ซึ่งสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงนี้ได้กำหนดขึ้นโดย

สถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (ANSI : The American National Standard Institute) 
3. การดำเนินการแก้ปัญหา  เป็นขั้นตอนการลงมือแก้ปัญหาตามที่วางแผนไว้ 

โดยอาศัยซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือใช้การเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมแก้ปัญหา

ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาวิธีใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ให้เข้า

ใจและเชี่ยวชาญตลอดจนรู้จักปรับเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีกว่าเสมอ
4.การตรวจสอบและปรับปรุง  เป็นขั้นตอนการตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จาก
การดำเนินการแก้ปัญหาว่าถูกต้องสอดคล้องกับข้อมูลเข้า  ข้อมูลออก 

และวิธีการประมวลผลหรือไม่  ถ้ายังพบข้อบกพร่องต้องปรับปรุงแก้ไขให้

ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การใช้ขั้นตอนที่  4  นี้เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการเขียนหรือพัฒนา

โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะช่วยให้สามารถประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี